ทดสอบความเสี่ยงจากการทำ Port Forwarding เพื่อเข้าถึง NAS, Windows Remote Desktop และ CCTV จาก Internet แนะนำการใช้...
เลิกใช้ Port Forwarding ใน Office เปลี่ยนมาใช้ VPN กันครับ ง่าย ๆ ด้วย Omada Fusion และ Navi
เวลาลูกค้าสอบถามเรื่องการทำ Port Forward เพื่อเข้าถึง NAS, CCTV หรือ Remote Desktop จากภายนอก ถ้าเป็นงานในสำนักงาน
ผมมักจะเตือนก่อนเลยครับ ระวังเรื่อง Security กันด้วย เพราะการเปิด Port ให้เข้าถึงจาก Internet โดยตรงมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจาก Hacker ได้
ถ้าต้องการเข้าถึงจากภายนอก แนะนำให้ใช้ VPN แทนครับ
โอเค... หลายครั้งลูกค้ายังมองภาพไม่ออกว่าการทำ Port Forward มันเกี่ยวข้องกับการโดน Hack อย่างไร
ลองนึกภาพว่าเรามี NAS หรือเครื่อง PC/Server อยู่ในสำนักงาน การทำ Port Forwarding ก็คล้ายกับการเปิดทางจากหน้าบ้านให้บุคคลภายนอกเข้ามาติดต่ออุปกรณ์พวกนี้ได้โดยตรง
จริงอยู่ ที่อุปกรณ์มีระบบ Authentication มี Username และ Password ป้องกันอยู่ แต่ระบบพวกนี้ก็มีโอกาสพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยได้เช่นกัน เหมือนที่เราเห็นข่าวประจำๆครับ
สมมติ..วันหนึ่ง อาจจะ AI, Hacker หรือใครก็แล้วแต่ ค้นพบช่องโหว่ใน Firmware หรือ Software Version ในอุปกรณ์ที่เราใช้งานอยู่ และช่องโหว่นั้นเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีเข้าถึงอุปกรณ์ได้โดยไม่ต้องผ่านการ Login ตามปกติ ก็อาจทำให้อุปกรณ์ตกอยู่ในความเสี่ยงทันที
หลังจากนั้นทุกครั้งบริษัทผู้ผลิตก็จะออก Patch Firmware มาอุดช่องโหว่นั้นๆ
แต่..ถ้าเครื่องที่ Office เรา ไม่ได้มีใครตามข่าวขนาดนั้น ไม่ได้ Patch Firmware ตามชาวบ้านเขา
ลองคิดว่าถ้าเป็น NAS ที่เก็บ File งานของทั้งบริษัท แล้วผู้โจมตีสามารถเข้าไปได้ อาจเกิดการขโมยข้อมูล ลบไฟล์ หรือเข้ารหัสข้อมูลเพื่อเรียกเงิน
หรือถ้าเป็น Windows PC ที่เชื่อมต่อกับ Network ภายในสำนักงาน เมื่อผู้โจมตีเข้าควบคุมเครื่องได้ ก็อาจพยายามใช้เครื่องนั้นเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าถึง Server หรืออุปกรณ์อื่นภายใน Network ต่อไป
แม้แต่ CCTV หรือ NVR ก็เคยมีประกาศช่องโหว่ด้านความปลอดภัยจากผู้ผลิตเช่นกันครับ
ทดลอง Port Scanning จาก Internet
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ผมจะทดลองใช้เครื่อง Windows ที่เชื่อมต่อ Internet อยู่ภายนอกสำนักงาน สมมติว่านั่งอยู่ที่ร้านกาแฟ แล้วลองตรวจสอบว่า Public IP ของ Office มี Port อะไรเปิดอยู่บ้าง
สำหรับการทดสอบครั้งนี้ ผมใช้ Router ทำ Port Forward ไปยังอุปกรณ์ในชุดทดลอง ได้แก่ Windows Remote Desktop, Synology NAS, Hikvision CCTV และ IP-PBX
เครื่องมือที่ใช้คือ Nmap โปรแกรมสำหรับตรวจสอบ Port และ Service ที่เปิดอยู่บน Network
แล้วผู้โจมตีรู้ Public IP ของเราได้อย่างไร?
มีหลายวิธีเลยครับ ที่จะหา Public IP เช่น การสแกนช่วง IP Address บน Internet, ข้อมูล DNS หรือข้อมูลที่อุปกรณ์และ Application เปิดเผยออกมา
อีกกรณีหนึ่งคือเครื่องภายในติด Malware จากการ Download App ที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือการเปิด File และ Link ที่เป็นอันตราย
Malware อาจตรวจสอบ Public IP ของ Network ที่เครื่องใช้งานอยู่ แล้วส่งข้อมูลกลับไปยัง Server ของผู้โจมตีผ่านช่องทางที่เรียกว่า C2 (Command and Control)
ตัวอย่างคำสั่งง่าย ๆ ที่ผมใช้ตรวจสอบ Public IP เวลาทดสอบ Load Balancing ว่าตอนนี้เครื่องเราออก WAN ไหน
curl -4 -s https://api.ipify.org
แต่...การสแกน Port จากภายนอก มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลานะครับ ไม่จำเป็นต้องมี Malware อยู่ใน Office
และ
เครื่องที่ติด Malware ก็คุยกับ C2 Server ที่อยู่ภายนอกได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่าน Port Forwarding เลยครับ มันมีท่าของมัน
ในบทความนี้ผมจะเน้นเรื่องการเปิด Port Forwarding ให้เข้าถึงอุปกรณ์ภายในจาก Internet ครับ ^^
ตรวจสอบมี Port อะไรเปิดอยู่บ้าง
Scan Port ปลายทางที่ Public IP ของ Office มีหลาย Port เปิดอยู่
- TCP 3389 — Microsoft Remote Desktop
- TCP 5555 — Web Service ที่ Forward ไปยัง Synology NAS
- TCP 8000 — Hikvision IPCam Control Port
- TCP 20002 — SIP Service ของ Yeastar IP PBX
แค่รู้ Public IP ก็ตรวจสอบได้แล้วว่ามี Service อะไรเปิดรับ Connection จากภายนอกบ้าง
ตรวจสอบ Windows Remote Desktop
ลองตรวจสอบ TCP Port 3389 ให้ละเอียดขึ้นอีก
Nmap สามารถระบุได้ว่าเป็น Microsoft Terminal Services หรือ RDP
ในการทดสอบเพิ่มเติม พบข้อมูลของเครื่อง Windows ที่ใช้ทดสอบ เช่น Computer Name SYSNET-PC-LAB2 และ OS Build 10.0.22621
ข้อมูลลักษณะนี้สามารถนำไปตรวจสอบต่อได้ว่า Windows Build หรือ RDP Service ที่ใช้งานอยู่มี Security Advisory หรือ มีช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องหรือไม่
ตรวจสอบ Synology NAS
ลองตรวจสอบ TCP Port 5555 ที่ Forward ไปยัง Synology NAS
สามารถระบุได้ว่าเป็น Web Service ของ Synology
ลองเปิด Browser จาก Internet เข้าไปที่ Public IP และ Port ที่ Forward ไว้ ก็สามารถเข้าถึงหน้า Login ของ NAS ได้
ตรงนี้แหละ ที่ผมอยากให้ระวัง
เพราะหน้า Login ของ NAS เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าถึงได้ หากไม่มีการจำกัด Source IP ก็อาจมีผู้พยายามเดา Password ใช้ Brute Force หรือทดสอบช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องกับ Software Version ของ NAS
ตรวจสอบ CCTV
ลองตรวจสอบ TCP Port 8000 ที่ Forward ไปยังอุปกรณ์ Hikvision
Nmap ระบุ Service ได้ถูกต้อว
Hikvision IPCam control port
แม้ยังไม่ทราบ Model หรือ Firmware Version แต่ก็ทราบแล้วว่ามี Service ของ Hikvision เปิดรับ Connection จาก Internet อยู่
หากต้องการประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด ก็ต้องตรวจสอบรุ่นและ Firmware ที่ใช้งานจริง แล้วนำไปเปรียบเทียบกับ Security Advisory ใน Website ของผู้ผลิตครับ
ลองทดสอบ Remote Desktop
ลองเปิด Remote Desktop Connection จากภายนอก เข้าไปยัง Public IP และ TCP Port 3389 ที่ Forward ไว้
เราสามารถเข้าถึงขั้นตอน Authentication ของ Windows ได้
Hacker อาจใช้ RDP Client หรือเครื่องมืออื่นๆในการพยายามเข้าสู่ระบบ เช่น ทดลอง Username/Password หรือทดสอบช่องโหว่ของ RDP Service
ถ้า Hacker เข้าควบคุม Windows ได้สำเร็จ ก็อาจพยายามติดตั้ง Malware เพิ่มเติม ทำการสำรวจ Network ภายในและเข้าถึงเครื่องอื่นๆต่อ ขึ้นอยู่กับ Permission, Account และการกำหนด Security ภายใน Network
เรื่อง Port Scanning และการโจมตีขอเกริ่นเท่านี้ก่อนนะครับ รายละเอียดยังมีอีกเยอะมาก
เปลี่ยนมาใช้ VPN เพื่อเข้าถึง Network สำนักงาน
คือต้องการเข้าถึง Service ใน Office จากภายนอก และไม่ทำ Port Forward?
วิธีที่ผมแนะนำใช้ VPN (Virtual Private Network) ครับ
กลับมาเปรียบเทียบกับบ้านของเราอีกครั้ง
NAS, Server และ Computer อยู่ในบ้านไม่ให้ใครเดินมาเข้าถึงอุปกรณ์ได้แล้ว แต่เราจะสร้างช่องทางเชื่อมต่อที่มีการเข้ารหัสและตรวจสอบ Permission สำหรับผู้ที่ได้รับอนุญาต
เมื่อเชื่อมต่อ VPN สำเร็จ ผู้ใช้งานก็สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ภายใน Network ตามสิทธิที่กำหนดไว้
เดี๋ยวนี้ VPN เป็น Feature พื้นฐานของ Router หลายรุ่นแล้วครับ ความแตกต่างก็จะอยู่ที่รูปแบบ VPN, VPN Throughput, การตั้งค่า และการบริหารจัดการผู้ใช้งาน
Router บางรุ่นมี VPN Throughput หลักสิบ Mbps บางรุ่นรองรับได้หลายร้อย Mbps หรือสูงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับรุ่นอุปกรณ์และ VPN Protocol ที่ใช้
Omada Fusion LightLink VPN และ APP Navi
บทความนี้ผมจะทดลองใช้ LightLink VPN บน Omada Fusion Gateway และใช้แอป Navi เป็น VPN Client สำหรับเชื่อมต่อจากภายนอก
LightLink VPN เป็นชื่อ Solution Remote Access VPN ของ Omada ซึ่งออกแบบให้ Client เชื่อมต่อเข้ามาได้สะดวก ไม่ต้อง Config ที่ Client ให้ยุ่งยาก
ฝั่ง Admin เพียงเข้าไปที่เมนู LightLink VPN แล้ว Enable Feature
จากนั้นสร้าง Invitation Link หรือส่ง Invitation ผ่าน Email ให้ผู้ใช้งาน
ควรมีการกำหนด Access Control ให้ผู้ใช้งาน VPN เข้าถึงเฉพาะ Network หรืออุปกรณ์ที่จำเป็นด้วยครับ (Access Control List)
เชื่อมต่อ VPN ผ่าน Navi
ฝั่ง Client ติดตั้งแอป Navi แล้วนำ Invitation Link ที่ได้รับมาใส่เข้าไปใน App จากนั้นกด Connect
เมื่อเชื่อมต่อสำเร็จ แสดงสถานะ VPN Connection
แค่นี้เองครับ เชื่อมต่อ VPN ไปยัง Office ได้แล้ว
Split Tunnel และ Full Tunnel ต่างกันอย่างไร?
ขออธิบายเรื่อง Tunnel Mode นิดนึง เพราะมีผลกับเส้นทางของ Traffic และการใช้งาน Internet ของ Client
Split Tunnel
Traffic ที่ต้องการเข้าถึง Resource ภายในสำนักงาน เช่น NAS, Server หรือ Remote Desktop จะวิ่งผ่าน VPN Tunnel
ส่วน Traffic ที่เข้าใช้งาน Internet ทั่วๆไป เช่น YouTube, Google หรือ Website ต่าง ๆ ยังคงออก Internet ผ่าน ISP ที่ Client กำลังใช้งาน
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าถึง Resource ในสำนักงาน โดยไม่จำเป็นต้องส่ง Traffic Internet ทั้งหมดผ่าน VPN
Full Tunnel
Traffic ของ Client ทั้งการเข้าถึง Network สำนักงานและการใช้งาน Internet จะถูกส่งผ่าน VPN Tunnel ไปยังสำนักงานตามการตั้งค่า
เหมาะสำหรับกรณีที่ต้องการให้ Client ออก Internet ผ่าน Public IP ของสำนักงาน หรือต้องการให้ Traffic ผ่านระบบ Firewall และ Security Policy ของสำนักงาน
แต่ต้องพิจารณา Internet Bandwidth ของสำนักงานด้วย เพราะ Traffic ของผู้ใช้ VPN จะใช้ Bandwidth ของสำนักงานเพิ่มขึ้น
ทดสอบ VPN Throughput
ทดสอบความเร็วการรับส่งข้อมูลผ่าน LightLink VPN
ได้ความเร็วประมาณ 145 Mbps
สำหรับการ Remote Desktop หรือเข้าใช้งาน NAS ถือว่าเพียงพอกับงานหลายประเภทแล้วครับ
อย่างไรก็ตาม ความเร็วจริงขึ้นอยู่กับ Internet ทั้งสองฝั่ง, Performance ของ Router ฝั่ง Client, Client และสภาพ Network ขณะใช้งาน
ทดสอบ Remote Desktop ผ่าน VPN
ตัวอย่างเช่น เปิด Remote Desktop แล้วใส่ IP Address ในวง LAN ภายใน Office
ใช้งานได้ตามปกติ
ส่วน NAS หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ก็สามารถเข้าถึงผ่าน IP ภายในได้เช่นกัน หาก Routing และ Access Control อนุญาต
ปิด Port Forwarding แล้วทดสอบ
เมื่อเปลี่ยนมาใช้งาน VPN ได้เรียบร้อยแล้ว Port Forwarding เดิมก็ควรปิดครับ
ผมลองปิด NAT Rule ที่ใช้ Forward ไปยัง Windows RDP, Synology NAS และ Hikvision CCTV จากนั้นใช้ Nmap สแกน Public IP จากภายนอกอีกครั้ง
จากผลการทดสอบ ไม่พบ Service เดิมที่เปิดให้เข้าถึงจาก Internet โดยตรง
สำหรับสถานะของ Nmap มีความหมายดังนี้
open— มี Service รับ Connection ที่ส่งไปclosed— Port ยังเข้าถึงได้ แต่ไม่มี Service รับ Connection ปิดประตูนั้นละครับfiltered— Nmap ยืนยันไม่ได้ว่า Port เปิดหรือปิด เนื่องจาก Packet Filtering ไม่ได้รับการตอบ
การปิด Port Forwarding ช่วยลดช่องทางที่บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึง Service ภายในได้โดยตรง แต่ควรตรวจสอบ Firewall Policy และ Remote Access ช่องทางอื่นที่ยังเปิดใช้งานอยู่ด้วย
สรุป
เรื่อง Security ผมคิดว่าการป้องกันไว้ก่อน ช่วยลดปัญหาที่ต้องตามแก้ภายหลังได้มากครับ
โดยเฉพาะอุปกรณ์สำคัญในสำนักงานอย่าง NAS, Server, Windows PC และ CCTV ควรหลีกเลี่ยงการเปิด Management Service ให้ Internet เข้าถึงโดยตรง หากไม่มีความจำเป็น
ยอมสละเวลาตั้งค่า VPN และกำหนด Permission ผู้ใช้งานให้เรียบร้อยตั้งแต่แรก จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเปิด Port Forwarding ได้มาก
สำหรับ Omada Fusion LightLink VPN ที่ทดลองครั้งนี้ การ Config ทำได้ไม่ยุ่งยาก ผู้ดูแลสร้าง Invitation Link ส่วนผู้ใช้งานติดตั้ง Navi แล้วเชื่อมต่อได้เลย
หากต้องการเลือก VPN Router ให้เหมาะกับจำนวนผู้ใช้งานและความเร็ว Internet ของสำนักงาน สอบถามทางร้าน SysNet Center ได้ครับ ^^
